ข้ามไปยังเนื้อหา

Knowledge Center

ภ.ง.ด.51 คืออะไร ใครบ้างต้องยื่น และคำนวณอย่างไร

ภ.ง.ด.51 คืออะไร ใครต้องยื่น และคำนวณอย่างไร

ภ.ง.ด.51 เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปต้องยื่นต่อกรมสรรพากร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคำนวณและชำระภาษีล่วงหน้าสำหรับผลประกอบการของรอบบัญชีนั้น

การจัดทำแบบ ภ.ง.ด.51 ไม่ควรพิจารณาเฉพาะยอดรายได้และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกเท่านั้น แต่ควรวิเคราะห์แนวโน้มผลประกอบการตลอดทั้งปี รายการปรับปรุงทางภาษี ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และเหตุการณ์ที่อาจทำให้กำไรสุทธิเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

สรุป ภ.ง.ด.51 แบบสั้น

ภ.ง.ด.51 คือแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี ซึ่งโดยทั่วไปต้องยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันครบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี การคำนวณต้องประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี คำนวณภาษี และนำภาษีกึ่งหนึ่งมาชำระ หากประมาณการกำไรต่ำกว่ากำไรจริงเกินร้อยละ 25 โดยไม่มีเหตุอันสมควร อาจต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระขาด

บทความนี้เหมาะสำหรับ
  • เจ้าของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
  • ผู้ประกอบการ SME
  • ฝ่ายบัญชีและการเงิน
  • ผู้ที่กำลังเตรียมข้อมูลยื่น ภ.ง.ด.51

1. ภ.ง.ด.51 คืออะไร และแตกต่างจาก ภ.ง.ด.50 อย่างไร

ภ.ง.ด.51 คือแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 67 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งใช้สำหรับการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี

สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไป การคำนวณภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.51 ใช้วิธีประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของทั้งรอบระยะเวลาบัญชี จากนั้นคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจากประมาณการดังกล่าว และนำภาษีที่คำนวณได้กึ่งหนึ่งมาชำระเป็นภาษีครึ่งปี

อย่างไรก็ตาม นิติบุคคลบางกลุ่ม เช่น บริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ และกิจการทางการเงินบางประเภท ใช้วิธีคำนวณจากกำไรสุทธิจริงของรอบ 6 เดือนแรก ตามหลักเกณฑ์เฉพาะ จึงควรตรวจสอบประเภทกิจการก่อนคำนวณแบบ

ความแตกต่างระหว่าง ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50

หัวข้อ ภ.ง.ด.51 ภ.ง.ด.50
ช่วงเวลายื่น ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี
ฐานคำนวณทั่วไป ประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี กำไรสุทธิจริงของรอบบัญชี
ลักษณะภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี
การหักภาษีที่ชำระแล้ว นำไปเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีปลายปี หักภาษีครึ่งปีและเครดิตภาษีอื่นตามหลักเกณฑ์

กล่าวโดยสรุป ภ.ง.ด.51 เป็นการชำระภาษีล่วงหน้าระหว่างปี ส่วน ภ.ง.ด.50 เป็นการสรุปภาษีจากผลประกอบการจริงเมื่อสิ้นรอบบัญชี

2. ใครบ้างมีหน้าที่ยื่น และกรณีใดไม่ต้องยื่น

ผู้ที่มีหน้าที่ยื่นโดยทั่วไป

โดยหลัก ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย เมื่อรอบระยะเวลาบัญชีมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 เดือน เช่น

  • บริษัทจำกัด
  • บริษัทมหาชนจำกัด
  • ห้างหุ้นส่วนจำกัด
  • ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
  • กิจการร่วมค้าที่เข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร
  • นิติบุคคลอื่นที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิและเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย

แม้กิจการจะคาดว่าขาดทุน หรือไม่มีภาษีต้องชำระ หากเป็นนิติบุคคลที่อยู่ในเกณฑ์ต้องยื่นแบบ ก็ยังควรยื่น ภ.ง.ด.51 ภายในกำหนดเวลา โดยแสดงประมาณการขาดทุนสุทธิหรือภาษีที่ต้องชำระเป็นศูนย์ตามข้อเท็จจริง

กรณีที่โดยทั่วไปไม่ต้องยื่น

  • บุคคลธรรมดา
  • ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่เป็นนิติบุคคล
  • มูลนิธิหรือสมาคมที่เสียภาษีจากยอดรายรับ ไม่ได้เสียภาษีจากกำไรสุทธิ
  • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรอบระยะเวลาบัญชีแรกหรือรอบสุดท้ายน้อยกว่า 12 เดือน
  • นิติบุคคลที่ได้รับยกเว้นหรือมีวิธีคำนวณภาษีเป็นการเฉพาะ ซึ่งต้องพิจารณากฎหมายของกิจการนั้น
ข้อควรระวัง: การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในระหว่างปี อาจทำให้รอบบัญชีแรกสั้นกว่า 12 เดือน ซึ่งรอบบัญชีนั้นไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 แต่ควรตรวจสอบวันที่เริ่มและวันสิ้นรอบบัญชีจากเอกสารของกิจการให้ชัดเจน

3. รอบบัญชีปกติและรอบบัญชีไม่ครบ 12 เดือน

รอบระยะเวลาบัญชีของบริษัทส่วนใหญ่มีกำหนด 12 เดือน เช่น วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีเดียวกัน การนับครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีจึงนับ 6 เดือนแรกตั้งแต่วันแรกของรอบบัญชี

ตัวอย่างรอบบัญชีปกติ

บริษัทมีรอบบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีจึงสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน และต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ภายใน 2 เดือนนับจากวันสิ้นสุดช่วง 6 เดือนแรก

รอบบัญชีไม่ตรงกับปีปฏิทิน

หากบริษัทมีรอบบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป ครึ่งรอบบัญชีจะสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน กำหนดเวลายื่นจึงต้องนับจากวันที่ 30 กันยายน ไม่ใช่นับตามกำหนดของบริษัทที่ปิดบัญชีเดือนธันวาคม

รอบบัญชีแรกไม่ครบ 12 เดือน

บริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนอาจมีรอบบัญชีแรกสั้นกว่า 12 เดือน เช่น จดทะเบียนวันที่ 1 กรกฎาคม และกำหนดวันสิ้นรอบบัญชีวันที่ 31 ธันวาคม กรณีนี้รอบบัญชีแรกมีระยะเวลาน้อยกว่า 12 เดือน จึงไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 สำหรับรอบบัญชีแรกนั้น ตามมาตรา 67 ทวิ แต่รอบบัญชีถัดไปที่มีระยะเวลา 12 เดือนยังต้องพิจารณาหน้าที่ตามปกติ

4. กำหนดเวลายื่นแบบ ภ.ง.ด.51

โดยหลักต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ภายใน 2 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลา 6 เดือนแรก นับจากวันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี

ตัวอย่างกิจการที่ปิดบัญชีวันที่ 31 ธันวาคม

  • รอบบัญชีเริ่มวันที่ 1 มกราคม
  • ครบ 6 เดือนแรกวันที่ 30 มิถุนายน
  • กำหนดเวลายื่นแบบกระดาษโดยทั่วไปคือภายในวันที่ 31 สิงหาคม

การยื่นผ่านระบบ e-Filing

สำหรับการยื่นแบบผ่านระบบอินเทอร์เน็ต กรมสรรพากรอาจให้สิทธิขยายเวลาจากกำหนดเวลายื่นแบบกระดาษ ตามประกาศที่ใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา โดยในหลายกรณีมีการขยายเวลาออกไปอีก 8 วัน

ตัวอย่างเช่น หากกิจการปิดรอบบัญชีวันที่ 31 ธันวาคม ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีจะสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน และกำหนดยื่นแบบกระดาษโดยทั่วไปคือวันที่ 31 สิงหาคม หากปีนั้นได้รับสิทธิขยายเวลายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตอีก 8 วัน วันครบกำหนด e-Filing จะเป็นไปตามวันที่ที่กรมสรรพากรกำหนด โดยต้องคำนึงถึงวันหยุดราชการประกอบด้วย

ข้อควรระวัง: สิทธิขยายเวลายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตอาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมสรรพากร จึงควรตรวจสอบปฏิทินภาษีและประกาศล่าสุดก่อนยื่นแบบทุกครั้ง
คำแนะนำ: ควรจัดทำประมาณการกำไรก่อนวันครบกำหนดอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ เพื่อให้มีเวลาตรวจสอบบัญชี รายการปรับปรุงทางภาษี และภาษีหัก ณ ที่จ่าย

5. วิธีประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี

การประมาณการกำไรสุทธิสำหรับ ภ.ง.ด.51 ไม่ควรนำกำไรทางบัญชี 6 เดือนแรกคูณสองโดยทันที เพราะรายได้และค่าใช้จ่ายของแต่ละกิจการอาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี

ขั้นตอนการประมาณการที่เหมาะสม

  1. รวบรวมผลประกอบการจริง 6 เดือนแรก จากงบทดลอง บัญชีแยกประเภท และรายงานทางการเงิน
  2. ประมาณการรายได้ 6 เดือนหลัง จากคำสั่งซื้อ สัญญา แผนงาน และแนวโน้มธุรกิจ
  3. ประมาณการต้นทุนและค่าใช้จ่าย 6 เดือนหลัง รวมค่าใช้จ่ายประจำและค่าใช้จ่ายพิเศษ
  4. พิจารณารายการที่เกิดตามฤดูกาล เช่น ยอดขายช่วงเทศกาล โบนัส หรือค่าซ่อมบำรุงประจำปี
  5. ปรับปรุงกำไรทางบัญชีให้เป็นกำไรทางภาษี โดยพิจารณารายจ่ายต้องห้ามและสิทธิหักรายจ่ายเพิ่มเติม
  6. คำนวณภาษีตามอัตราที่กิจการมีสิทธิใช้
  7. หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่นำมาใช้ได้ ซึ่งถูกหักไว้ในช่วง 6 เดือนแรกของรอบบัญชีตามหลักฐานจริง

สูตรประมาณการเบื้องต้น

ประมาณการรายได้ทั้งปี
− ประมาณการต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งปี
± รายการปรับปรุงทางภาษี
= ประมาณการกำไรสุทธิทางภาษีทั้งปี

การประมาณการควรมีเอกสารรองรับ เช่น รายงานยอดขาย แผนงบประมาณ สัญญาที่ลงนามแล้ว ประมาณการต้นทุน และคำอธิบายเหตุผลของรายการสำคัญ เพื่อแสดงว่าบริษัทได้จัดทำประมาณการอย่างสมเหตุสมผล

6. สูตรคำนวณภาษี พร้อมตัวอย่าง

สูตรคำนวณทั่วไป

ขั้นที่ 1: ประมาณการกำไรสุทธิทางภาษีทั้งปี

ขั้นที่ 2: คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราที่กิจการใช้

ขั้นที่ 3: นำภาษีที่คำนวณได้กึ่งหนึ่ง

ขั้นที่ 4: หักเครดิตภาษีที่กฎหมายอนุญาต

ผลลัพธ์: ภาษีที่ต้องชำระตามแบบ ภ.ง.ด.51

ตัวอย่างที่ 1: นิติบุคคลทั่วไป

บริษัทคาดว่าทั้งปีจะมีกำไรสุทธิทางภาษี 1,000,000 บาท และบริษัทใช้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 20

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งปีโดยประมาณ = 1,000,000 × 20% = 200,000 บาท
  • ภาษีครึ่งปี = 200,000 ÷ 2 = 100,000 บาท
  • หากมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายในช่วง 6 เดือนแรกที่นำมาเครดิตได้ตามหลักฐาน 20,000 บาท
  • ภาษีที่ต้องชำระโดยประมาณ = 100,000 − 20,000 = 80,000 บาท

ตัวอย่างที่ 2: บริษัท SME ที่เข้าเงื่อนไข

สมมติบริษัทมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท โดยบริษัทต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อในรอบระยะเวลาบัญชีที่ใช้สิทธิ จึงจะสามารถใช้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ได้

  • กำไรสุทธิส่วนแรกไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี
  • กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท จำนวน 700,000 บาท เสียภาษีร้อยละ 15
  • ภาษีทั้งปีโดยประมาณ = 700,000 × 15% = 105,000 บาท
  • ภาษีครึ่งปีโดยประมาณ = 105,000 ÷ 2 = 52,500 บาท
หมายเหตุ: ตัวอย่างเป็นเพียงการอธิบายวิธีคำนวณเบื้องต้น อัตราภาษีและสิทธิประโยชน์ต้องตรวจสอบจากทุนที่ชำระแล้ว รายได้ของกิจการ ประวัติการเข้าเกณฑ์ SME และกฎหมายที่ใช้กับรอบบัญชีนั้น

7. ประมาณการกำไรต่ำเกินไปมีผลอย่างไร

หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิจริง โดยไม่มีเหตุอันสมควร กิจการอาจต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรีแห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ชำระขาด

ตัวอย่างความเสี่ยง: หากจากการประมาณการที่ต่ำเกินไปทำให้กิจการชำระภาษีตาม ภ.ง.ด.51 ขาดไป 50,000 บาท เงินเพิ่มตามหลักเกณฑ์อาจเท่ากับ 10,000 บาท หรือร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระขาด ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริง เหตุอันสมควร และหลักเกณฑ์การลดเงินเพิ่มเป็นรายกรณี

สูตรตรวจสอบว่าประมาณการขาดเกินร้อยละ 25 หรือไม่

(กำไรสุทธิจริง − ประมาณการกำไรสุทธิ) × 100
÷ กำไรสุทธิจริง

ตัวอย่าง

บริษัทประมาณการกำไรสุทธิไว้ 700,000 บาท แต่เมื่อสิ้นปีมีกำไรสุทธิทางภาษีจริง 1,000,000 บาท

ส่วนต่างของกำไรสุทธิ = 1,000,000 − 700,000 = 300,000 บาท

อัตราที่ประมาณการขาดไป = 300,000 × 100 ÷ 1,000,000 = 30%

กรณีนี้ประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 จึงต้องพิจารณาว่าบริษัทมีเหตุอันสมควรหรือไม่ และอาจมีภาระเงินเพิ่มจากภาษีที่ชำระขาด

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ควรจัดทำหลักฐานประกอบ

  • ยอดขายในครึ่งปีหลังเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติจากเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง
  • ได้รับงานหรือคำสั่งซื้อขนาดใหญ่หลังจากยื่น ภ.ง.ด.51 แล้ว
  • ต้นทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้
  • มีการกลับรายการประมาณการหรือหนี้สินที่ทำให้กำไรเพิ่มขึ้น
  • มีรายได้พิเศษจากการขายทรัพย์สินหรือชดเชยความเสียหาย

บริษัทควรจัดเก็บงบประมาณ รายงานประชุม สัญญา รายงานยอดขาย และหลักฐานที่อธิบายเหตุผลของการประมาณการไว้ให้ครบถ้วน

ไม่แน่ใจว่าประมาณการกำไรเหมาะสมหรือไม่?

ACBEST ช่วยตรวจสอบผลประกอบการ 6 เดือนแรก ประมาณการรายได้และค่าใช้จ่ายครึ่งปีหลัง รวมถึงตรวจสอบความเสี่ยงจากการประมาณการกำไรต่ำเกินไป

ปรึกษาเรื่อง ภ.ง.ด.51

8. รายการปรับปรุงทางภาษีที่พบบ่อย

กำไรสุทธิทางบัญชีอาจไม่เท่ากับกำไรสุทธิทางภาษี เนื่องจากประมวลรัษฎากรกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายบางประเภทไว้แตกต่างจากหลักบัญชี

ตัวอย่างรายจ่ายที่ต้องตรวจสอบ

  • รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานหรือหลักฐานไม่สมบูรณ์
  • รายจ่ายส่วนตัวของกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • ค่าปรับ เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มทางภาษีอากร
  • รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ
  • รายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง
  • ค่าใช้จ่ายรับรองที่เกินหลักเกณฑ์
  • เงินบริจาคที่เกินสิทธิหรือไม่เข้าเงื่อนไข
  • ค่าเสื่อมราคาที่บันทึกเกินอัตราทางภาษี
  • หนี้สูญหรือค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่ไม่เข้าเงื่อนไข
  • รายจ่ายที่เป็นรายจ่ายฝ่ายทุน แต่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวน

รายการอื่นที่ควรพิจารณา

  • รายได้ที่บันทึกไม่ครบถ้วน
  • กำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
  • รายได้หรือค่าใช้จ่ายค้างรับค้างจ่าย
  • สินค้าคงเหลือและต้นทุนขาย
  • รายการระหว่างบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน
  • สิทธิยกเว้นภาษีหรือสิทธิหักรายจ่ายเพิ่ม
  • ผลขาดทุนสุทธิทางภาษียกมาที่สามารถใช้ได้ตามกฎหมาย

ก่อนคำนวณ ภ.ง.ด.51 ควรกระทบยอดกำไรทางบัญชีกับกำไรทางภาษี และจัดทำรายละเอียดรายการปรับปรุงไว้เป็นกระดาษทำการ

9. เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนคำนวณ

  • งบทดลองล่าสุด
  • บัญชีแยกประเภททั่วไป
  • รายงานรายได้และค่าใช้จ่ายรายเดือน
  • รายงานลูกหนี้และเจ้าหนี้
  • รายงานสินค้าคงเหลือ
  • ทะเบียนทรัพย์สินและค่าเสื่อมราคา
  • รายงานภาษีซื้อและภาษีขาย
  • หนังสือรับรองภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
  • รายละเอียดภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้
  • สัญญาขาย สัญญาบริการ หรือคำสั่งซื้อที่สำคัญ
  • งบประมาณหรือประมาณการรายได้และค่าใช้จ่ายครึ่งปีหลัง
  • ข้อมูลยอดขายหลังวันสิ้นงวด 6 เดือนแรก
  • รายละเอียดรายจ่ายต้องห้ามและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
  • แบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 ของปีก่อน
แนวทางที่ดี: ควรเปรียบเทียบประมาณการปีปัจจุบันกับผลประกอบการจริงของปีก่อน พร้อมอธิบายสาเหตุของการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของรายได้ อัตรากำไรขั้นต้น และค่าใช้จ่ายสำคัญ

10. ขั้นตอนยื่นผ่านระบบ e-Filing

  1. ปิดบัญชีและตรวจสอบข้อมูลช่วง 6 เดือนแรก
  2. จัดทำประมาณการรายได้ ต้นทุน และค่าใช้จ่ายทั้งปี
  3. คำนวณประมาณการกำไรสุทธิทางภาษี
  4. ตรวจสอบอัตราภาษีและสิทธิประโยชน์ของกิจการ
  5. คำนวณภาษีครึ่งปีและเครดิตภาษีที่ใช้ได้
  6. เข้าสู่ระบบยื่นแบบออนไลน์ของกรมสรรพากร
  7. เลือกแบบ ภ.ง.ด.51 และระบุรอบระยะเวลาบัญชี
  8. กรอกข้อมูลนิติบุคคลและรายละเอียดการคำนวณภาษี
  9. ตรวจสอบข้อมูลทุกหน้า โดยเฉพาะกำไรสุทธิ อัตราภาษี และเครดิตภาษี
  10. ยืนยันการยื่นแบบและเลือกรูปแบบการชำระเงิน
  11. ชำระภาษีภายในกำหนดเวลา
  12. ดาวน์โหลดและจัดเก็บใบเสร็จรับเงิน เลขอ้างอิง และสำเนาแบบที่ยื่น

หลังยื่นแบบควรตรวจสอบว่าสถานะการชำระเงินสำเร็จแล้ว เพราะการกรอกแบบเสร็จแต่ไม่ได้ชำระภาษีภายในกำหนด อาจทำให้เกิดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มได้

11. ข้อผิดพลาดที่ผู้ประกอบการมักทำ

  • นำกำไร 6 เดือนแรกคูณสองโดยไม่วิเคราะห์ธุรกิจ ทำให้ประมาณการคลาดเคลื่อน
  • ใช้กำไรทางบัญชีโดยไม่ปรับปรุงทางภาษี ทำให้ฐานภาษีไม่ถูกต้อง
  • ไม่รวมรายได้หรือโครงการที่จะเกิดในครึ่งปีหลัง
  • ประมาณการค่าใช้จ่ายสูงเกินจริง โดยไม่มีหลักฐานรองรับ
  • ใช้อัตราภาษี SME โดยไม่ได้ตรวจสอบคุณสมบัติ
  • นำภาษีหัก ณ ที่จ่ายมาใช้ซ้ำหรือใช้เกินยอดหลักฐาน
  • ไม่ตรวจสอบรอบระยะเวลาบัญชี ทำให้คำนวณวันครบกำหนดผิด
  • ยื่นแบบแต่ไม่ชำระเงินให้สำเร็จ
  • ไม่เก็บกระดาษทำการประมาณการ ทำให้อธิบายเหตุผลภายหลังไม่ได้
  • ไม่ติดตามผลประกอบการหลังยื่นแบบ จึงไม่ทราบว่าประมาณการต่ำเกินไป

วิธีลดความเสี่ยง

กิจการควรปิดบัญชีรายเดือนอย่างสม่ำเสมอ จัดทำงบประมาณเทียบผลจริง และให้ผู้รับผิดชอบด้านบัญชีหรือภาษีตรวจสอบข้อมูลก่อนยื่นแบบ โดยเฉพาะกิจการที่รายได้ผันผวน มีโครงการระยะยาว หรือมีรายการระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน

12. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ภ.ง.ด.51

บริษัทขาดทุนต้องยื่น ภ.ง.ด.51 หรือไม่

หากบริษัทอยู่ในกลุ่มที่มีหน้าที่ยื่นแบบ แม้ประมาณการแล้วขาดทุนหรือไม่มีภาษีต้องชำระ ก็ยังควรยื่นแบบภายในกำหนดเวลา โดยแสดงข้อมูลตามข้อเท็จจริง

ภ.ง.ด.51 ต้องแนบหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่

โดยทั่วไปไม่ต้องแนบหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่ายไปพร้อมแบบ แต่บริษัทต้องเก็บหลักฐานไว้ และยอดเครดิตภาษีที่นำมาใช้ต้องตรงกับเอกสารจริง

ประมาณการกำไรสูงเกินจริง จะมีเงินเพิ่มหรือไม่

หลักเกณฑ์เรื่องเงินเพิ่มจากการประมาณการกำไรสุทธิ มุ่งพิจารณากรณีประมาณการกำไรต่ำกว่ากำไรจริงเกินเกณฑ์โดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ใช่กรณีประมาณการกำไรสูงกว่าความเป็นจริง

ภาษีที่ชำระตาม ภ.ง.ด.51 สูญหายหรือไม่

ไม่สูญหาย เพราะภาษีที่ชำระไว้ตาม ภ.ง.ด.51 นำไปใช้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อยื่น ภ.ง.ด.50 ตอนสิ้นรอบบัญชี

ยื่น ภ.ง.ด.51 ผิด สามารถแก้ไขได้หรือไม่

สามารถยื่นแบบเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขข้อมูลได้ตามหลักเกณฑ์ แต่หากมีภาษีต้องชำระเพิ่มหลังพ้นกำหนด อาจมีเงินเพิ่มหรือภาระอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงควรตรวจสอบแบบเดิมและคำนวณผลกระทบก่อนยื่นเพิ่มเติม

บริษัทเพิ่งจดทะเบียนต้องยื่นหรือไม่

ต้องพิจารณาระยะเวลาของรอบบัญชีแรก หากรอบบัญชีแรกน้อยกว่า 12 เดือน ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 สำหรับรอบบัญชีแรกนั้น จึงควรตรวจสอบวันที่จดทะเบียนและวันสิ้นรอบบัญชีให้ถูกต้อง

ควรเริ่มเตรียมข้อมูลเมื่อใด

ควรเริ่มปิดบัญชีและรวบรวมข้อมูลทันทีหลังครบ 6 เดือนแรก ไม่ควรรอจนใกล้วันครบกำหนด เพราะต้องใช้เวลาในการตรวจสอบบัญชี ทำประมาณการครึ่งปีหลัง และพิจารณารายการปรับปรุงทางภาษี

13. สรุปและติดต่อ ACBEST

ภ.ง.ด.51 ไม่ใช่เพียงแบบภาษีที่นำกำไรครึ่งปีมาคำนวณเท่านั้น แต่เป็นการประมาณการผลประกอบการและภาษีเงินได้นิติบุคคลของทั้งรอบบัญชี การจัดทำอย่างถูกต้องจึงต้องใช้ข้อมูลบัญชีที่เป็นปัจจุบัน ประมาณการรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล พร้อมปรับปรุงรายการทางภาษีให้ครบถ้วน

ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการควรตรวจสอบ ได้แก่

  • กิจการมีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.51 หรือไม่
  • รอบบัญชีและวันครบกำหนดถูกต้องหรือไม่
  • ประมาณการกำไรครอบคลุมผลประกอบการทั้งปีหรือไม่
  • ใช้อัตราภาษีและสิทธิ SME ถูกต้องหรือไม่
  • รายการปรับปรุงทางภาษีครบถ้วนหรือไม่
  • ประมาณการกำไรต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
  • มีเอกสารและกระดาษทำการรองรับการประมาณการหรือไม่

ต้องการให้ ACBEST ช่วยตรวจสอบ ภ.ง.ด.51?

ACBEST ให้บริการตรวจสอบข้อมูลบัญชี ประมาณการกำไรสุทธิ คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจของคุณ

โทร: 02-077-9191

LINE: acbest59

อีเมล: acbest59@gmail.com

ปรึกษา ACBEST


หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านบัญชีและภาษี ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางกฎหมายหรือภาษีสำหรับทุกกรณี เนื่องจากข้อเท็จจริง รอบบัญชี สิทธิประโยชน์ และกฎหมายที่ใช้กับแต่ละกิจการอาจแตกต่างกัน ควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนดำเนินการ

แหล่งข้อมูลจากกรมสรรพากร: สารพันคำถามเกี่ยวกับการยื่น ภ.ง.ด.51, ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 และ รอบบัญชีแรกไม่ถึง 12 เดือนไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51

แชร์บทความนี้

02-077-9191 LINE: acbest59