“ขายได้เดือนละเกือบล้าน แต่ทำไมเงินไม่เคยเหลือ”
ปัญหา “ขายดีแต่ไม่มีกำไร” มักเริ่มจากเจ้าของธุรกิจไม่ทราบต้นทุนที่แท้จริง บ่ายวันหนึ่ง เจ้าของร้านค้าออนไลน์เข้ามาปรึกษา เขามียอดขายเกือบ 900,000 บาทต่อเดือน แต่อยู่ในภาวะเงินไม่พอหมุนเวียน
“ผมขายดีทุกเดือน แต่เงินไม่เหลือเลยครับ”
ผมถามกลับว่า
“ปีที่แล้วขายได้ประมาณเท่าไรครับ”
ลูกค้าตอบว่า
“ประมาณ 10 ล้านบาทครับ แต่เปิดบัญชีทีไร เงินเหลือไม่ถึง 50,000 บาท”
ธุรกิจดูเหมือนกำลังเติบโต ออเดอร์เข้าทุกวัน และมีพนักงานเพิ่มขึ้น แต่ยอดขายเพียงอย่างเดียวยังบอกไม่ได้ว่าธุรกิจมีกำไร
คำถามสำคัญคือ หลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายครบแล้ว ธุรกิจเหลือกำไรจริงเท่าไร
ตัวเลขกำไรที่ลูกค้าเคยเข้าใจ
ผมถามลูกค้าว่าเขาคำนวณต้นทุนและกำไรอย่างไร ลูกค้าหยิบกระดาษสรุปตัวเลขออกมาให้ดู
| รายการ | จำนวนเงินต่อเดือน |
|---|---|
| ยอดขาย | 900,000 บาท |
| ต้นทุนสินค้า | 540,000 บาท |
| กำไรที่ลูกค้าเข้าใจ | 360,000 บาท |
จากตัวเลขนี้ ลูกค้าจึงเข้าใจว่าธุรกิจมีกำไร 360,000 บาท หรือ 40% ของยอดขาย
“ผมซื้อสินค้ามา 540,000 บาท ขายได้ 900,000 บาท ก็ต้องกำไร 360,000 บาทไม่ใช่หรือครับ”
ตัวเลขนี้เป็นเพียง กำไรขั้นต้น ไม่ใช่กำไรสุทธิ เพราะยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการขายและดำเนินธุรกิจ
ค่าใช้จ่ายที่ถูกลืม
เมื่อไล่ตรวจสอบค่าใช้จ่ายทีละรายการ ภาพที่แท้จริงจึงเริ่มชัดขึ้น
- ค่าโฆษณาออนไลน์ 80,000 บาท
- ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 45,000 บาท
- ค่าขนส่ง กล่อง และบรรจุภัณฑ์ 53,000 บาท
- เงินเดือนพนักงาน 120,000 บาท
“ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าใช้จ่ายสำนักงานคิดไว้หรือยังครับ”
ลูกค้านิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า
“ยังไม่เคยรวมเลยครับ”
ยังมีค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าจ้างรีวิวและผลิตเนื้อหา รวมถึงความเสียหายจากสินค้าชำรุดหรือถูกตีกลับ ซึ่งไม่เคยถูกรวมไว้ในการคำนวณกำไร
เมื่อคำนวณต้นทุนที่แท้จริง
เมื่อนำต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งหมดมารวมกัน กำไรที่เคยเข้าใจว่าเหลือ 360,000 บาท กลับกลายเป็นขาดทุน 20,000 บาทต่อเดือน
| รายการ | จำนวนเงินต่อเดือน |
|---|---|
| ยอดขาย | 900,000 บาท |
| ต้นทุนสินค้า | (540,000 บาท) |
| ค่าโฆษณาออนไลน์ | (80,000 บาท) |
| ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม | (45,000 บาท) |
| ค่าขนส่งที่ร้านรับผิดชอบ | (35,000 บาท) |
| ค่ากล่องและบรรจุภัณฑ์ | (18,000 บาท) |
| เงินเดือนพนักงาน | (120,000 บาท) |
| ค่าเช่าและค่าสาธารณูปโภค | (55,000 บาท) |
| ค่าจ้างคนรีวิวและผลิตเนื้อหา | (15,000 บาท) |
| สินค้าเสียหาย สินค้าตีกลับ และค่าใช้จ่ายอื่น | (12,000 บาท) |
| กำไรสุทธิหรือขาดทุน | (20,000 บาท) |
ลูกค้ามองตัวเลขอยู่นาน ก่อนถามว่า
“แปลว่าผมยิ่งขาย…ก็ยิ่งขาดทุนใช่ไหมครับ”
ผมตอบว่า
“ใช่ครับ หากยังขายในราคาเดิมและมีโครงสร้างต้นทุนแบบเดิม ทุกยอดขายที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ธุรกิจขาดทุนมากขึ้น”
วิเคราะห์จากโต๊ะที่ปรึกษา
ธุรกิจนี้มียอดขาย 900,000 บาทต่อเดือน แต่มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 920,000 บาท จึงขาดทุนประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน
หากโครงสร้างต้นทุนไม่เปลี่ยน ธุรกิจอาจขาดทุนสะสม 240,000 บาทต่อปี แม้มียอดขายสูงถึง 10.8 ล้านบาทต่อปี
ต้นทุนที่เจ้าของธุรกิจควรนำมาคำนวณ
ก่อนตั้งราคาขายหรือจัดโปรโมชั่น เจ้าของธุรกิจควรตรวจสอบต้นทุนอย่างน้อย 4 กลุ่ม
1. ต้นทุนสินค้าโดยตรง
- ราคาซื้อสินค้า
- ค่าวัตถุดิบ
- ค่าขนส่งสินค้าเข้า
- ค่าอากรหรือค่าใช้จ่ายนำเข้า
2. ต้นทุนการขาย
- ค่าโฆษณา
- ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
- ค่าคอมมิชชัน
- ค่าจ้างคนรีวิวสินค้า
- ค่าขนส่งที่ร้านรับผิดชอบ
3. ต้นทุนการจัดส่งและบริการ
- ค่ากล่องและบรรจุภัณฑ์
- ค่าแรงแพ็กสินค้า
- สินค้าชำรุดหรือสูญหาย
- สินค้าตีกลับและคืนเงิน
4. ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน
- เงินเดือนพนักงาน
- ค่าเช่าสถานที่
- ค่าน้ำ ค่าไฟ และอินเทอร์เน็ต
- ค่าบัญชีและภาษี
- เงินเดือนหรือค่าตอบแทนเจ้าของ
ตัวอย่างต้นทุนต่อหนึ่งออเดอร์
ตัวเลขรายเดือนอาจยังไม่ทำให้เห็นต้นเหตุชัดเจน ลองพิจารณาสินค้าหนึ่งชิ้นที่ขาย 1,000 บาท หากดูเฉพาะต้นทุนสินค้า 650 บาท จะเหมือนมีกำไร 350 บาท แต่เมื่อเฉลี่ยค่าใช้จ่ายครบ ผลลัพธ์จะเปลี่ยนไป
| รายการต่อหนึ่งออเดอร์ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| ราคาขาย | 1,000 บาท |
| ต้นทุนสินค้า | (650 บาท) |
| ค่าโฆษณาเฉลี่ย | (90 บาท) |
| ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม | (50 บาท) |
| ค่าขนส่งที่ร้านช่วยออก | (55 บาท) |
| ค่ากล่องและบรรจุภัณฑ์ | (25 บาท) |
| ค่าแรงและค่าใช้จ่ายเฉลี่ย | (145 บาท) |
| กำไรหรือขาดทุนต่อออเดอร์ | (15 บาท) |
ขาดทุนออเดอร์ละ 15 บาทอาจดูไม่มาก แต่เมื่อขาย 5,000 ออเดอร์ ผลขาดทุนจะเพิ่มเป็น 75,000 บาท ยิ่งขายมากจึงยิ่งเสียหายมากขึ้น
5 วิธีหยุดปัญหายิ่งขายยิ่งขาดทุน
-
คำนวณต้นทุนใหม่ให้ครบทุกประเภท
แยกต้นทุนสินค้า ต้นทุนการขาย ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และต้นทุนต่อออเดอร์ให้ชัดเจน -
ตรวจสอบกำไรแยกตามสินค้า
แยกดูว่าสินค้าใดทำกำไร และสินค้าใดกำลังดึงกำไรรวมของธุรกิจลง -
ทบทวนราคาขายและโปรโมชั่น
ก่อนลดราคา ต้องคำนวณว่าหลังหักส่วนลดและค่าใช้จ่ายแล้วยังเหลือกำไรหรือไม่ -
กำหนดงบค่าโฆษณา
ติดตามว่าค่าโฆษณาแต่ละช่องทางสร้างยอดขายและกำไรได้จริงเพียงใด -
จัดทำรายงานกำไรขาดทุนทุกเดือน
เพื่อพบปัญหาและแก้ไขได้ทัน โดยไม่ต้องรอจนถึงสิ้นปี
บทเรียนจากธุรกิจขายดีแต่ไม่มีกำไร
ยอดขายสูงไม่ได้หมายความว่าธุรกิจมีกำไร หากเจ้าของกิจการใช้เพียงราคาซื้อสินค้า เป็นฐานในการตั้งราคา ค่าใช้จ่ายที่ถูกมองข้ามอาจเปลี่ยนกำไรให้กลายเป็นขาดทุนได้ทันที
ก่อนเพิ่มงบโฆษณาหรือจัดโปรโมชั่น เจ้าของธุรกิจควรตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้
- เรารู้ต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าแต่ละชิ้นหรือยัง
- เรารู้หรือไม่ว่าแต่ละออเดอร์มีกำไรเท่าไร
- เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น กำไรเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่
- ค่าโฆษณาและค่าธรรมเนียมถูกนำมาคำนวณแล้วหรือยัง
ACBEST Insight
“ยอดขายคือเงินที่ลูกค้าจ่ายให้ธุรกิจ แต่กำไรคือเงินที่เหลือ หลังจากรู้ต้นทุนที่แท้จริงแล้ว”
ปัญหาของหลายธุรกิจไม่ใช่ขายไม่ได้ แต่คือขายมากขึ้น โดยไม่รู้ว่าแต่ละยอดขายกำลังสร้างกำไรหรือเพิ่มผลขาดทุน
การรู้ต้นทุนจึงไม่ใช่เรื่องของฝ่ายบัญชีเท่านั้น แต่เป็นข้อมูลที่เจ้าของธุรกิจต้องใช้ ในการตั้งราคา วางโปรโมชั่น ควบคุมค่าใช้จ่าย และตัดสินใจเรื่องการเติบโต
ยอดขายเพิ่ม แต่ไม่แน่ใจว่ากำไรหายไปไหน?
ACBEST ช่วยวิเคราะห์ต้นทุนและกำไร พร้อมวางระบบบัญชีสำหรับเจ้าของธุรกิจและ SME เพื่อให้ทราบผลประกอบการที่แท้จริง และใช้ตัวเลขตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ